------------------------------------------------------
ประวัติวัดอู่ทรายคำ
------------------------------------------------------
วัดอู่ทรายคำ เป็นวัดราษฏร์ ตั้งอยู่เลขที่ 24 ตำบลช้างม่อย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
ชื่อของวัด
เมื่อธุหลวงจันทะ หรือ ครูบาหลวงจันทะ ได้บูรณะวัดอีกครั้งภายหลังจากการสร้างแล้วแต่ได้รกร้าง ใน พ . ศ . 2414 และได้ชื่อว่า วัดอู่ซายคำ บ้าง วัดอุกคำ บ้าง วัดอุปลายคำ บ้าง ตามทะเบียนของวัดในกรมการศาสนามีหลักฐานกล่าวว่า วัดอู่ทรายคำ สร้างขึ้น พ . ศ . 2384 ผูก พัธสีมา 10 มีนาคม 2465
ตามหลักฐานดังกล่าว วัดอู่ทรายคำสร้างขึ้นในรัฐสมัย รัชการพ่อเจ้าหลวงแผ่นดินเย็น หรือพ่อเจ้าหลวงพุทธวงศ์ครองเมืองเชียงใหม่ ระหว่าง พ . ศ . 2369-2389

หลักฐานจดหมายเหตุการณ์ ฉบับสมุดข่อยเขียนด้วยตัวอักษรเมืองภาษาเมือง ตัวเลขโหราได้มาจากนายหนานแก้ว บ้านพวกแต้ม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ พฤษภาคม พ . ศ . 2516 ได้คัดลอกบางตอนที่เกี่ยวกับวัดอู่ทรายคำ ดังต่อไปนี้
คำแปล
สกถไฑ้ 1233 ตวปลีร้วงเม้ต เฑียร 7 แรม 10 ค่ำ
วัน
6 ตถี 25 ตวหรคณะ 4503 67 แล
เฑียร 10 ปถม แรม 7 ค่ำ ไฑ้ผย้ว ไฑ้ผย้ว วัดอู่ซายคำ วัน 1 บัดนี้
เฑียร 10 ทุติอ้อก 3 ค่ำ
ธุหลวง จันท มาสร้างวัดอู่ซายคำวันนั้นแล
คำแปล
ศักราช 1233 ปีร้วงเม็ด เดือน 7 แรม 10 ค่ำ วัน 6 ( พ . ศ . 2414 ปีมะแมตรีศก เดือน เมษายน พฤษภาคม ) เป็น พญาวัน ถึงเดือน 10 ปถมแรม 8 ค่ำ พัฒนาเผี้ยวถางวัดอู่ทรายคำ ( หมายถึง เป็นบริเวณวัดร้างได้สร้างมาก่อนหน้านี้เป็นเวลานานแล้ว ) บูรณะวัดอู่ทรายคำวันนั้นแล
อาณาเขต และอุปจาร
วัดอู่ทรายคำมีอาณาเขตดังนี้
ทิศเหนือ : มีความยาว 47 เมตร ติดถนนสาธารณะและหมู่บ้าน
ทิศตะวันออก : มีความยาว 52 เมตร ติดถนนสายสาธารณะและหมู่บ้าน
ทิศใต้ : มีความยาว 47 เมตร ติดถนนสายสาธารณะและหมู่บ้าน
ทิศตะวันตก : มีความยาว 52 เมตร ติดต่อกับถนนหลวง
เนื้อที่เดิม 1 ไร่ 2 งาน 28 ตารางวา ตามโฉนดที่ 76901 เล่มที่ 770 หน้า 1 พัทธสีมา เลขที่ดิน 2 และได้รับบริจาคที่ดินจากตระกูล อุดมศรีอีก 37 ตารางวา โฉนดเลขที่ 7502 เล่ม 16 ก หน้า 3 หน้าสำรวจ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาและคณะสงฆ์ประกอบพิธีผูกพัทธสีมา เมื่อ 10 มีนาคม 2465
วัดอู่ทรายคำมีพื้นที่ลักษณะภูมิประเทศที่ตั้งราบเรียบเกือบเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส ฟากตะวันออกคูเมืองหลวงและตั้งอยู่ในบริเวณกำแพงเวียงชั้นนอก ห่างจากข่วงประตูท่าแพ และ วัดเชตวัน 100 เมตร
ความสำคัญ
เป็นปูชนียสถาน ศูนย์กลางการศึกษา ภาษาบาลี พระธรรมวินัย ขนบธรรมเนียม ประเพณีของชาวเชียงใหม่ในอดีตมานานกว่า 200 ปี
เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียน อักขระพื้นเมืองในอดีต และอบรมกุลบุตรสืบต่อกันมานาน ไม่เคยรกร้างว่างเปล่าหลัง พ . ศ . 2414
เป็นปูชนียสถานที่นักท่องเที่ยวทัศนศึกษาแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ เช่น หอไตรศิลปกรรม แบบล้านนาเชียงใหม่โดยแท้ คนเมืองเรียก ทรงปราสาทหลังก๋าย สวยงามมากช่างออกแบบสร้างขึ้น เป็นช่างชั้นครูซึ่งมีศิลปกรรมไม่ซ้ำแบบของวัดอื่น ๆ เลย
อุโบสถ เป็นแบจตุรมุขภายนอกมีรูปปูนสังข์ทองเป็นที่ชื่นชมชาวต่างประเทศมากซึ่งบูรณะครั้งใหญ่ เมื่อ พ . ศ . 2530 ทรงจตุรมุขและรูปปูนอย่างนี้มีแห่งเดียวในจังหวัด เชียงใหม่
พระพุทธรูปปางมารวิชัยซึ่งเป็นพระประธานในวิหารรูปร่างลักษณะได้สัดส่วนใบหน้าอิ่มเอิบ น่าเลื่อมใส เมื่อได้ นมัสการแล้วทำให้จิตใจสบาย มีอายุพอ ๆ กับอายุของวัด
พระพุทธรูปหยก ศิลปะเชียงแสน สิงห์หนึ่ง หน้าตักกว้าง ๒๙ นิ้ว สูง ๔๑ นิ้ว หนัก ๙๐๐ กิโลกรัม นำเนื้อหยกจากรัฐคะฉิ่น ประเทศพม่า แกะในวัดอู่ทรายคำ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๖-๒๕๔๗ ก่อนแกะมีน้ำหนัก ๒,๕๗๒ กิโลกรัม ลักษณะการแกะเกบียดหน้าทำได้สวยงามมาก ถือว่าเป็นพระพุทธรูปหยกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย (หยกพม่า) ในขณะนี้ มีคนเข้ามานมัสการทุกวันทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ
ประวัติวัดอู่ทรายคำโดยย่อ
วัดอู่ทรายคำเดิมเรียกกันว่า วัดอูบคำ บ้าง วัดอุกคำบ้าง วัดอุปลายคำบ้าง มีมหาอุบาสิกา ผู้มั่งคั่งที่มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก อพยพลงมาจากเวียงเก่าคือเมืองเชียงแสน ( จังหวัดเชียงราย ) ในสมัยพระบรมเชษฐาธิราช หรือเจ้ากาวิละ ขึ้นไปอพยพพี่น้องไทยมาอยู่นครพิงค์ เพื่อความเป็นปึกแผ่น ในคำเรียกว่า เก็บผักใส่ส้า หาข้าใส่เมือง
ตำนานเมืองเชียงใหม่ ได้กล่าวถึง พระบรมเชษฐาธิราช ยกกองทัพไปเชียงแสนมีความว่า ศักราชได้ 1166 ปีกาบไจ้ เดือน 8 ขึ้น 12 ค่ำวันอาทิตย์ ยกกองทัพเข้าไปตั้งทัพทำข้าวเปลือก ทิศตะวันตกเมืองเชียงแสน
ชาวเมืองเชียงแสนทั้งมวลมีท้าวพระยาเสนาอามาตย์ เป็นต้น ก็พากันมารากแทบใต้พื้นสุวรรณบาทจักร์คำพระเป็นเจ้านับเลี้ยง
พระเป็นเจ้า ก็อพยพพี่น้องไทยลงที่เชียงใหม่จนหมดสิ้น ทิ้งเมืองเชียงแสนไว้ความเจริญเมืองเชียงแสนในสมัยนั้นมีความเจริญรุ่งเรืองมีเศรษฐกิจดี ประชาชนอยู่อย่างร่มเย็น ประชาชนประกอบอาชีพช่างต่าง ๆ มีความชำนาญการงานเป็นที่เรื่องลือของแคว้นต่าง ๆ เป็นต้นว่า ช่างเครื่องเขิน เครื่องเงิน เครื่องทอง สถาปนิก ช่างตีเหล็ก ฯลฯ ช่างชำนาญเหล่านี้ ได้อพยพมาพร้อม
กองทัพของพระเป็นเจ้า เมื่อถึงเมืองเชียงใหม่ แล้วพระเป็นเจ้าก็พระจายไพร่พลเหล่านั้นไปอยู่ในที่ต่าง ๆ นอกเมืองในบ้านเมืองบ้าง เช่น บ้านฮ่อม บ้านเมืองสาท บ้านเจียงแสน ( บริเวณแขวงมังราย ปัจจุบันนี้ )
ช่างฝีมือเหล่านั้น ต่างก็มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ซึ่งได้นำพระพุทธรูป และใบลานที่เป็นธรรมเทศนาจากเวียงเก่า ( เชียงแสน ) แล้วนำมาไว้ในหอพระไตรวัดพระสิงห์เชียงใหม่ เป็นจำนวนมากมายและพากันสร้างวัดวาอารามตามกลุ่มคณะของตน เช่น ช่างเงิน ก็สร้าง วัดในนามว่า วัดช่างดอกเงิน ( โรงเรียนเทศบาลดอกเงินใน ปัจจุบัน ) ช่างดอกคำก็ร่วมใจกันสร้างวัดในนามว่า วัดช่าง - ดอกคำ หรือ วัดดอกคำปัจจุบัน
วัดอูบคำหรือวัดอู่ทรายคำ เป็นนามมหาอุบาสิกาท่านหนึ่งอพยพลงมาพร้อมกับกองทัพพระเป็นเจ้าได้เป็นประธานสร้างวัดแห่งนี้ซึ่งเป็นวัดเล็ก ๆ อยู่นอกคูเมืองหลวง
โบราณวัตถุ
พระเจดีย์ แรกเริ่มคงสร้างไม่ใหญ่เท่าไหร่ต่อมา มีการสร้างครอบครององค์เดิมให้ใหญ่
กว่าเดิมได้ตกแต่งวิจิตรสวยงามดังปัจจุบัน
พระพุทธรูปปูนปั้น พระประธานในพระวิหารขนาดสูง 2.62 เมตร กว้าง 2.22 เมตร
พระพุทธรูปปางมารวิชัย ตามตำนานเล่ากันว่านายช่างไปวาดภาพจำลองพระพุทธรูปเก้าตือสวนดอกมาก่อสร้างพระประธานแห่งนี้ให้เหมือนของเดิมและงดงามน่าเลื่อมใสใครได้นมัสการแล้วเกิดความสบายใจ และเป็นสิริมงคลแก่ตนเองด้วย
หอไตร ศิลปกรรมทรงแบบล้านนาไทย คนเมืองเรียกว่า ประสาทหลังก๋าย สวย
งามมากไม่ซ้ำแบบใครในเมืองเชียงใหม่ และได้บูรณะให้อยู่ในสภาพเดิม พ . ศ . 2533 ของเดิมซึ่งมีอายุ่ร่วมร้อยปี
อุโบสถ เป็นแบบล้านนาผสมแบบจตุรมุขสวยงามมากผนังข้างนอกช่างได้ปั้นนิทาน
เรื่องสังข์ทองติดไว้อยู่สองด้านซึ่งได้แสดงถึงความสมบูรณ์ ของบ้านเมืองในสมัยนั้นว่าอุดมสมบูรณ์เพียงใด อุโบสถหลังนี้อยู่ติดกับถนนช้างม่อยเก่า นักท่องเที่ยวเดินผ่านไปมาอดไม่ได้ที่จะต้องแวะถ่ายรูปภาพไว้เป็นที่ระลึก อุโบสถหลังนี้ได้สร้างและฉลองในปี พ . ศ .2464 ซึ่งองค์ในหลวงรัชกาลที่ 6 ได้เสด็จผ่านทอดพระเนตรในการฉลองอีกครั้งด้วยนับว่าเป็นเกียรติประวัติของวัดอู่ทรายคำอีกยุคหนึ่งและได้ซ่อมแซมครั้งใหญ่ พ . ศ . 2530
ธรรมมาสน์ก็เป็นอีกชิ้นหนึ่งที่เป็นของเก่าแก่อยู่ในอาวาสแห่งนี้ ได้บูรณะให้อยู่ใน
สภาพเดิม พ . ศ . 2533 และยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน
ลำดับเจ้าอาวาส
วัดอู่ทรายคำในอดีตมีความเจริญรุ่งเรืองมากเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในสมัยนั้น เป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอนอักษรไทยกลาง เป็นจุดเริ่มความสนใจศึกษาอักษรไทยกลาง กล่าวกันว่าเจ้าอาวาสเป็นคนไทยภาคกลางนามว่าหลวงพ่อจันทร์
ในสมัยพระครูสัทธรรมโกวิท ( ตื้อ เทพวงศ์ ) ได้เป็นเจ้าอาวาสได้ทำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่วัดอู่ทรายคำอีกครั้งหนึ่ง กล่าวกันว่าพระภิกษุสามเณรและเด็ก ๆ ต่างก็พากันมาศึกษาที่วัดอู่ทรายคำการศึกษาหลายแขนงให้เลือกเรียนตามความถนัด เช่น วิชาโหราศาสตร์ คณิตศาสตร์ สถาปนิก อักษรพื้นเมืองและธรรมวินัยซึ่งเป็นวิชายืนพื้นของกุลบุตรผู้บวชจะละเลยไม่เรียนไม่ได้ รองรับความรู้เรื่องพระธรรมวินัย
กล่าวกันว่า พระครูสัทธรรมโกวิท ท่านมีความสามารถมากได้สร้างหอไตร พระวิหาร พระอุโบสถ โดยเฉพาะอุโบสถ และหอไตรยังอยู่ในสภาพเดิมซึ่งทางวัดได้บูรณะซ่อมแซมไว้ให้อยู่ในสภาพและทรงเดิมไว้ อนุรักษ์ไว้นานเท่านานได้ ชื่อเสียงของท่านเป็นที่เลื่องลือมากในสมัยนั้นจนได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่พระครูสัทธรรมโกวิทและคณะสงฆ์ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอพร้าวองค์แรกของอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
พระอธิการศุกร์ ศรีวิชัย ( ศุกร์ อุดมศรี ) เป็นเจ้าอาวาสลำดับต่อมาในยุคนั้นการดำเนิน พระศาสนาก็ได้รับช่วงจากเจ้าอาวาสรูปก่อนมาดำเนินต่อไป แต่จำนวนผู้ศึกษาเริ่มลดลงไปเพราะเจ้าอาวาสรูปนี้สมถะต้องการความวิเวกเพื่อปฏิบัติธรรม ท่านจึงมุ่งแนวปฏิบัติมากกว่าแนวปริยัติ ( การเล่าเรียน ) ดังนั้น จำนวนผู้ศึกษาจึงลดลงด้วยเหตุผลดังกล่าว ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดอู่ทรายคำนาน ถึง 30 ปี จึงได้ถึงมรณภาพลงและมีพระภิกษุที่รับดูแลวัดมาตลอดแต่ไม่ได้รับแต่งตั้งอีกหลายรูป จนมาถึง
พระอธิการดนัย ชินปุตฺโต ( ชื่น ) ได้รับปฏิบัติภารกิจต่อจากเจ้าอาวาสองค์เดิมอย่างเป็นทางการโดยเฉพาะเจ้าอาวาสรูปนี้ได้มีความชำนาญในการเขียนใบลานเป็นอย่างมากเป็นที่รู้จักกันในสมัยนั้นรูปหนึ่ง ท่านได้ปฏิบัติศาสนากิจในตำแหน่งเจ้าอาวาสเป็นเวลานานถึง 15 ปี
ในช่วงนี้ว่างเว้นเจ้าอาวาสแต่ยังมีพระภิกษุ สามเณรและเด็กวัด ยังปฏิบัติศาสนากิจอยู่มิได้ขาดเสมอมา จนในที่สุดทางคณะสงฆ์ได้อาราธนาเจ้าอาวาสองค์ใหม่ได้ปฏิบัติหน้าที่คือ
พระครูวินัยธรบุญทา เตชปญฺโญ จากอำเภอสันป่าตองได้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ท่านได้มาฟื้นฟูบูรณะศาสนาวัตถุให้งดงามดั่งท่านได้เห็นในปัจจุบันเป็นต้นว่าท่านได้บูรณะอุโบสถ เจดีย์ หอระฆัง และสร้างวิหาร กุฏิให้รูปร่างเหลืองอร่ามจนถึงทุกวันนี้ นับได้ว่าท่านเป็นเจ้าอาวาสที่มีผลงานดีเด่นรูปหนึ่งในบรรดาเจ้าอาวาสวัดอู่ทรายคำที่ผ่านมา ท่านได้ปฏิบัติศาสนกิจที่วัดอู่ทรายคำแห่งนี้ เป็นเวลานานถึง 21 ปี ก็มรณภาพลงทิ้งไว้แต่ผลงานให้คนรุ่นต่อ ๆ มาได้ปฏิบัติต่อไป จากนั้นต่อมาก็แต่งตั้งเจ้าอาวาสรูปใหม่
พระครูพิศาลบุญนิวิฐ (เจริญ ฐิตปุญฺโญ) ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ได้ลงมือปรับปรุงตกแต่งวัดอู่ทรายคำขนานใหญ่โดยการบูรณะหอไตรซึ่งชำรุดทรุกโทรมมาก ในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ จากนั้นได้สร้างศาลาการเปรียญ ๓ ชั้น พ.ศ. ๒๕๓๕ สร้างกุฎิอีกหนึ่งหลัง และสร้างกำแพงวัด พ.ศ. ๒๕๓๘
ด้านการศึกษา เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันได้ให้ความสนับสนุนการศึกษาทุกรูปทั้งในด้านศาสนาและสามัญศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ให้ความรู้ในเรื่องศาสนาให้แก่ชาวต่างชาติ นอกนั้นยังได้สนับสนุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนโรงเรียนเทศบาลดอกเงิน ให้ใช้สถานที่วัดเป็นที่อบรมด้านศีลธรรมแก่เด็กนักเรียนเป็นประจำทุกอาทิตย์
ประวัติเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน
|
ประวัติ
พระครูพิศาลบุญนิวิฐ
(เจริญ ฐิตปุญฺโญ)
เจ้าอาวาสวัดอู่ทรายคำ
นธ.เอก , มศ.5
พ.กศ. (พิเศษประกาศนียบัตร กรมฝึกหัดครู)
พ.ม. (พิเศษครูมัธยม กรมฝึกหัดครู)
ศษ.บ. , ศึกษาศาสตรบัณฑิต มส.ธ
ศน.บ. (ศาสนศาสตรบัณฑิต ) ม.มมร
พธ.ม. (พุทธศาสตรมหาบัณฑิต) ม.มจร
ชื่อเดิม : เจริญ นามสกุล ยากรณ์
วันเกิด : ๑๐ ธันวาคม ๒๕๐๑
บ้านเกิด : บ้านเหมืองหิน อ.พาน จ.เชียงราย
บรรพชา : ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๑๔ ณ. วัดพื้นเมือง
ต.สันกลาง อ.พาน
จ.
เชียงราย โดยมี พระครูธรรมสุภาลังการ วัดหนองบัวเงิน
อ.พาน
จ.เชียงราย เป็นพระอุปัชฌาย์
อุปสมบท : ๖ กรกฎาคม ๒๕๒๓ ณ.วัดอู่ทรายคำ ต.ช้างม่อย
อ.เมือง จ.เชียงใหม่
โดยมีพระครูทัศนียโสภณ
วัดเชตะวัน ต.ช้างม่อย อ.เมือง จ.เชียงใหม่เป็น
พระอุปัชฌาย์
การศึกษา :
ฝ่ายปริยัติศึกษา
พ.ศ. ๒๕๑๙ สอบได้ น.ธ. เอก สำนักเรียนวัดดวงดี
จังหวัดเชียงราย
ฝ่ายสามัญศึกษา
พ.ศ. ๒๕๒๓ สำเร็จการศึกษา ม.ศ.๕ โรงเรียนนันทบุรีวิทยา
จังหวัดน่าน
พ.ศ. ๒๕๒๖ สอบได้ ประกาศนียบัตรพิเศษวิชาการศึกษา (พ.กศ.) จาก
กรมการฝึกหัดครู กระทรวงศึกษาธิการ
พ.ศ. ๒๕๒๗ สอบได้ ประกาศนียบัตรประโยคพิเศษครูมัธยม (พ.ม.)
จาก
กรมการฝึกหัดครู
กระทรวงศึกษาธิการ
พ.ศ. ๒๕๓๐ สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี ศึกษาศาสตรบัณฑิต (ศษ.บ.
การสอนสังคมศึกษา)
จาก มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
จังหวัดนนทบุรี
พ.ศ. ๒๕๓๘ สำเร็จกาศึกษาปริญญาตรี ศาสนศาสตรบัณฑิต (ศน.บ.
ภาษาอังกฤษ)
จาก มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย
วิทยาเขตล้านา
จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. ๒๕๔๕ สำเร็จการศึกษาปริญญาโท พุทธศาสตรมหาบัณฑิต
พธ.ม.
จาก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัยวิทยาเขตเชียงใหม่
งานปกครอง :
พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดอู่ทรายคำ
พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นเจ้าอาวาสวัดอู่ทรายคำ
พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นพระวินยาธิการของคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นเลขานุการเจ้าคณะตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่
งานการศึกษา :
พ.ศ. ๒๕๒๔-๒๕๓๐ เป็นพระธรรมาจาริกสอนหนังสือชาวเขา
วัดศรีโสดา
จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. ๒๕๒๔-๒๕๓๐ เป็นครูสอนโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดบุพพาราม
จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. ๒๕๓๔-๒๕๔๔ เป็นกรรมการออกตรวจเยี่ยมสนามสอบธรรมสนามหลวง
ใน
เขตจังหวัดเชียงใหม่
(โดยติดตามเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่)
พ.ศ. ๒๕๓๕-ปัจจุบัน เป็นกรรมการอุปถัมภ์การศึกษาสำนักเรียนศาสนศึกษา
(แผนกธรรม-บาลี)
วัดบุพพาราม ต.ช้างคลาน อ.เมือง
จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. ๒๕๓๕-ปัจจุบัน เป็นกรรมการอุปถัมภ์โรงเรียนเทศบาลดอกเงิน
อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. ๒๕๓๘-๒๕๔๒ เป็นรองผู้อำนวยการโรงเรียนเชตุพนศึกษา อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. ๒๕๔๓-๒๕๔๔ เป็นรักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนเชตุพนศึกษา
อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. ๒๕๔๕-๒๕๔๘ เป็นอาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยาเขตเชียงใหม่
สมณศักด์
:
พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นพระปลัด ฐานานุกรมในพระอุดมกิตติมงคล
รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่
เจ้าอาวาสวัดบุพพาราม
พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นพระครูปลัด ฐานานุกรมในพระราชพุทธิญาณ
เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่
เจ้าอาวาสวัดบุพพาราม
พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้รับพระราชทานแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร
เจ้าอาวาสวัดราษฎร์
ในราชทินนามที่ พระครูพิศาลบุญนิวิฐ |
สรุปเกี่ยวกับวัดอู่ทรายคำ
ดังนี้
ชื่อเดิม วัดอุกคำ , วัดอุปลายคำ , วัดอุปคำ หรือ อู่ทรายคำ เริ่มเผี้ยวถางสร้างขึ้นอีกครั้ง พ . ศ . 2414 ( ซึ่งเป็นวัดรกร้างมาก่อนและตามหลักฐานต่าง ๆ แล้ววัดอู่ทรายคำน่าจะสร้างก่อน พ . ศ . 2384 แต่ก็ยังหาหลักฐานมาอ้างอิงไม่ได้แน่ชัด )
ผูกพัทธีสีมา 10 มีนาคม พ . ศ . 2465
รายนามเจ้าอาวาส
เท่าที่ทราบ
สมัยราชวงศ์มังราย พ . ศ . 1839-2101
( ยังไม่พบหลักฐาน )
สมัยพม่ารามัญปกครองล้านนาไทย พ . ศ . 2101-2317
( ยังไม่พบหลักฐาน
สมัยกรุงธนบุรี พ . ศ . 2317-2325
( ยังไม่พบหลักฐาน)
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
พ . ศ . 2325
ไม่ทราบนามเจ้าอาวาส พ . ศ . 2384-2414
ธุดงหลวงจันทะ พ . ศ . 2414
เจ้าอธิการจันโท นิกายไทย ( ยังไม่ได้เป็นอุปัชฌายะ ) รองอธิการชื่อ ตุ๊ต้าน ขึ้นแก่วัดมหาวัน วัดอุกคำ ( อู่ซายคำหรืออู่ทรายคำ ) ตั้งอยู่ในแขวงด้านประตูช้างม่อยในเวียงเชียงใหม่ชั้นนอก พ . ศ . 2430
พระครูสัทธรรมโกวิท ( ตื้อ เทพวงศ์ ) พ . ศ . 2440
พระอธิการศุกร์ ศรีวิชัย ( ศุกร์ อุดมศรี ) พ . ศ . 2495
พระอธิการดนัย ชินปุตโต ( ชื่น ไชยศิริ ) พ . ศ . 2495
พระครูวินัยธรบุญทา เตชปัญโญ ( บุญทา ใจบรรหาร ) พ . ศ . 2511-2532
พระครูพิศาลบุญนิวิฐ ( เจริญ ยากรณ์ ) พ . ศ . 2532 - ปัจจุบัน
ระเบียบข้อบังคับ
วัดอู่ทรายคำ
พุทธศักราช 2532
แก้ไขเพิ่มเติม
ปีพุทธศักราช 2540 |
เพื่อควบคุมความประพฤติของพระภิกษุสามเณรและเด็กวัดให้เป็นไปโดยความเป็นระเบียบเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพสมความมุ่งหมายของวัดอู่ทรายคำ เจ้าอาวาส และเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย จึงได้กำหนดข้อกฎข้อบังคับ การลงโทษเกี่ยวกับความประพฤติของพระภิกษุสามเณรและเด็กวัด เพื่อเป็นแนวทางการปกครองของวัดอู่ทรายคำต่อไป
วัตถุประสงค์ของข้อบังคับ
เพื่อปลูกฝังนิสัยอันดีงามทั้งปวงให้พระภิกษุสามเณรและเด็กวัด
เพื่อกวดขันให้พระภิกษุสามเณรและเด็กวัดปฏิบัติตามกฏระเบียบอย่างเคร่งครัดและตรงต่อเวลา
เพื่อให้พระภิกษุสามเณรและเด็กวัดมีอาจาระเหมาะสมตามสิกขาบทวินัยที่ได้เรียนมา
เพื่อให้พระภิกษุสามเณรและเด็กวัดมีความสำนึกระลึกถึงภาวะที่เป็นอยู่ ไม่หลงตัวเองจนเป็นที่ครหานินทาของสังคม
เพื่อให้พระภิกษุสามเณรและเด็กวัดมิวิริยะอุตสาหะ เพื่อที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติและพระพุทธศาสนาสืบต่อไป
รายละเอียดของข้อบังคับ
ระเบียบนี้ให้ชื่อว่า ระเบียบการว่าด้วยการควบคุมความประพฤติของพระภิกษุสามเณรและเด็กวัด วัดอู่ทรายคำ พ . ศ .2532 แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2540
ระเบียบนี้ ใช้บังคับตั้งวันประกาศเป็นต้นไป
คำว่า พระภิกษุสามเณรและเด็กวัด หมายถึงผู้ที่อยู่ใต้การปกครองของวัดอู่ทรายคำ
ต . ช้างม่อย อ . เมือง จ . เชียงใหม่
เจ้าหน้าที่ หมายถึง บุคคลผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าอาวาส
ระดับการลงโทษ ตามความถูกต้องและความยุติธรรม ดังนี้
1. ตักเตือน 2. ทำทัณฑ์บน 3. ให้ออกจากวัด
ระดับความผิด
ผู้ประพฤติและมีข้อรังเกียจต่อไปนี้ ตั้งแต่ข้อ 1- 4 ต่อไปนี้ข้อใดข้อหนึ่ง มีโทษตั้งแต่ให้ออกจากวัด ภายในเวลาที่ผู้ปกครองกำหนด
ประพฤติผิดกฎหมายและพระวินัยอย่างร้ายแรง
ทะเลาะวิวาทถึงขั้นชกต่อย ทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน
เล่นการพนันทุกชนิด
มั่วสุม กันเสพของมึนเมาทุกชนิด
การมาสวดมนต์ไหว้พระ ( ข้อ 1-6 ผู้ใดละเมิดให้ว่ากล่าวตักเตือนตามสมควรแก่โทษ )
พระภิกษุสามเณรและเด็กวัดต้องแต่งตัวให้เรียบร้อย
พระภิกษุสามเณรและเด็กวัดจะต้องทำกิจวัตรสวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำทุกวันตามเวลาที่ทางวัดกำหนด
ขณะที่ทำวัตรสวดมนต์ ให้นั่งเป็นแถวให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ห้ามแสดงกิริยามารยาทอันไม่สมควรแก่สมณสารูปและมารยาทอันไม่เหมาะสม
พระภิกษุสามเณรและเด็กวัด รูป / คน ใดหลีกเลี่ยงการทำวัตรสวดมนต์โดยไม่มีเหตุผลถือว่าเป็นผู้ทำลายและเพิกเฉยต่อกฏระเบียบของวัด ให้ลงโทษตามกฎระเบียบของวัด
เวลาเลิกสวดมนต์ไหว้พระห้ามส่งเสียงดัง
ให้พระภิกษุสามเณรลงวิหารตอนเช้า - บ่าย นุ่มห่มให้เรียบร้อย ( ห่มดอง )
ข้อปฏิบัติทั่วไป (1-4
ผู้ใดละเมิดให้ว่ากล่าวตักเตือน )
ห้ามพระภิกษุสามเณรและเด็กวัด นำจีวร อังสะ เสื้อผ้ากางเกง ไปตากไว้ที่ที่ไม่สมควร เช่น หน้าพระวิหาร ระเบียบกุฏิ ให้ตากไว้ในบริเวณที่ลับตาคน เพื่อความเหมาะสมของสถานที่
ห้ามพระภิกษุสามเณรและเด็กวัดส่งเสียงดังในขณะอาบน้ำและบริเวณห้องน้ำ - ส้วม จะทำให้ชาวบ้านคนหานินทา
ห้ามพระภิกษุสามเณรและเด็กวัด ร้องเพลง ผิวปาก ตะโกน ภายในบริเวณวัด เป็นการแสดงกิริยาอันไม่เหมาะสมและชาวบ้านจะเข้าใจว่าเป็นภิกษุสามเรจะทำให้เสื่อมเสียแก่วัด
ห้ามพระภิกษุสามเณร ถอดอังสะออกในขณะเดินไป - มา ในบริเวณวัด
การรักษาความสะอาด ( ข้อ
1-3 ผู้ใดละเมิดว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บนไว้ )
ให้สามเณรและเด็กวัดทำหน้าที่ ตามที่ผู้ปกครองได้มอบหมายให้ทำ ( สำหรับพระภิกษุให้ทำตามที่เห็นสมควรทำ )
ตามฝาผนังห้อง กุฏิ ห้องส้วม ห้ามขีดเขียนภาพล้อ หรือข้อความใด ๆ อันก่อให้เกิดความสกปรกและไม่สมควรทิ้งเศษอาหาร กระดาษ ถุงพลาสติก และอื่น ๆ ให้เรี่ยราดตามบริเวณวัด
อาหารที่เป็นขาทนียะ โภชนียะ ควรขบฉันในสถานที่อันสมควรแก่สมณะ
การรักษาของวัด (1-2 ผู้ใดละเมิดให้ว่ากล่าวตักเตือนและให้ทดแทนของที่เสียไป
)
ของวัดทุกประเภทเป็นต้นว่าครุภัณฑ์ ลหุภัณฑ์ ซึ่งเป็นสมบัติของวัดผู้ใดจะนำไปใช้เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวไม่ได้ ( แต่ถ้าจะยืมไปใช้ต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่เสียก่อน )
ทรัพย์สมบัติของวัดทุกชนิดผู้ใดทำเสียหายโดยความประมาท โดยเจตนาให้เสียหาต้องชดใช้ค่าเสียหายตามราคาของวัตถุนั้น ๆ
5. ระเบียบใดที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในระเบียบฉบับนี้ ให้เจ้าหน้าที่ได้รับมอบหมายพิจารณาตามความเหมาะสมโดยยึดพระธรรมวินัยเป็นหลักในการตัดสินปัญหา

ทั้งนี้ ประกาศ ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2540
( พระครูปลัดเจริญ ฐิตปุญฺโญ )
เจ้าอาวาสวัดอู่ทรายคำ
|