ความนำ

พระพุทธสิหิงค์หยก หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ พระสิงห์หยก” วัดอู่ทรายคำ เป็นพระพุทธรูปที่ทำจากเนื้อหยกธรรมชาติแท้ Jadeite เจดส์ได ประเภท Commercial Jade ( คอมเมสเชียลเจดส์) มีหลากหลายสีอยู่ในองค์พระ เช่น สีเทาอมฟ้า, สีม่วง ที่ไหล่ซ้าย สีเขียวพระหัตถ์ซ้ายผ่านหน้าอก ทะลุลงบัลลังค์ และมีสีขาว เล็ก ๆ เป็นจุด ๆ ที่เข่าซ้าย ความแข็งระดับ ๗ ถือว่ามีสีลักษณะครบตามที่คนจีนเรียกว่า ฮก ลก ซิว นับว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง แหล่งกำเนิดที่ผากั้น รัฐคะฉิ่น ตอนเหนือของพม่า แล้วนำมาประมูลขายที่เมืองมัณฑเลย์ ประเทศพม่าลักษณะของพระหยกเป็นปางมารวิชัย ศิลปะล้านนาแบบสิงห์๑ ขนาดหน้าตักกว้าง ๒๙ นิ้ว สูง ๔๑ นิ้ว น้ำหนัก ๙๐๐ กิโลกรัม ก่อนแกะ ๒,๕๗๒ กิโลกรัม นับว่าเป็นพระหยกธรรมชาติ( Jadeite เจดส์ได) หยกพม่าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ได้ประธานพระบรมสารีริกธาตุบรรจุในผอบทองคำไว้ในพระเศียร และทรงตั้งพระนามให้เพื่อเป็นมิ่งขวัญของพุทธศาสนิกชนชาวเชียงใหม่ และพุทธศาสนิกชนชาวไทยทั่วโลก


การเกิดขึ้นของพระหยก

ปฐมเหตุของการเกิดของพระสิงห์หยกองค์นี้ พระครูพิศาลบุญนิวิฐ (เจริญ) เจ้าอาวาสวัดอู่ทรายคำ มีความปรารถนาจะเห็นพระพุทธรูปที่ทำจากหยกธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่จะแสวงหาได้ เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และเป็นอนุสรณ์แห่งการเกิดมาเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธ-

ศาสนาและต้องการให้เป็นมรดกอันมีค่าของชาติและชาวพุทธทุกคนทั้งโลก

ต่อมา วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ พระครูพิศาลบุญนิวิฐได้เดินทางไปนมัสการพระพุทธสถานในประเทศอินเดีย และเนปาล เป็นเวลา ๑ เดือน ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เช่น สถานที่ประสูติ สถานที่ตรัสรู้ สถานที่แสดงปฐมเทศนา สถานที่ปรินิพพาน ตลอดถึงสถานที่สำคัญอื่น ๆ ทางพระพุทธศาสนาในการไปในครั้งนี้ยิ่งเกิดความศรัทธา และซาบซึ้งในพระพุทธคุณมากยิ่งขึ้น เมื่อได้นมัสการสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ และพระพุทธรูปในศิลปะต่าง ๆ ในอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระพุทธรูปสมัยคุปตะในพิพิธภัณฑ์สารนาถเมืองพาราณสี ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่งดงามมาก ก่อให้เกิดศรัทธาแก่ผู้พบเห็นเป็น อย่างยิ่ง ความศรัทธา และความซาบซึ้งทั้งหลายได้รวมเป็นแรงบันดาลใจที่แน่วแน่ที่คิดจะสร้างพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงาม และทรงคุณค่าทางศิลปะไว้ในพระพุทธศาสนา เมื่อไปนมัสการ ณ สถานที่ ใด ๆ ก็จะอธิษฐานจิตขอให้พระพุทธเจ้าช่วยดลบันดาลใจผู้ใจบุญ หรือผู้มีอำนาจทั้งหลายได้ช่วยกันสร้างตามความตั้งใจให้สำเร็จพร้อมกับบอกเพื่อนสหธรรมิกที่เดินทางไปด้วยกันช่วยอธิษฐานจิตเพื่อให้ความตั้งใจดังกล่าวสมปรารถนา

เดินทางไปพม่า

ต่อมาวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ถึงวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ เป็นเวลา ๑๒ วัน พระครูพิศาลบุญนิวิฐได้เดินทางไปประเทศพม่า ณ เมืองย่างกุ้ง เมืองมัณฑเลย์ เมืองสกาย เมืองตองจี เมืองพุกาม และอีกหลายเมือง เพื่อไปดูหยกที่จะนำมาสร้างพระหยก สถานที่ใดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพม่าก็จะแวะลงอธิษฐานจิต เช่น พระธาตุชเวดากอง เป็นเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ที่ประดิษฐานพระไตรปิฎกหินอ่อนซึ่งเป็นสถานที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎกและได้จารึกพระไตรปิฎกลงหินอ่อนเป็นครั้งแรกในโลก พระธาตุอินแขวน และพระมหามุนี พระพุทธรูปที่มีชื่อเสียงมากในเมืองมัณฑเลย์ ตลอดจนได้นมัสการพระเจ้า ๕ พระองค์ ในทะเลสาบอินเล การไปครั้งนี้ได้รับการประสานงานจากพระภิกษุชาวพม่าเผ่าปะโอหลายรูป เช่น พระบุญทิน, พระจันดา พระกัลญา ที่จำพรรษาทั้งที่เชียงใหม่ และย่างกุ้งได้ประสานกับท่านอ่องคำที และท่านเนวินทูนผู้นำปะโอ ซึ่งมีธุรกิจบ่อหยกในเมืองผากั้น รัฐคะฉิ่น ทางเหนือของเมืองมัณฑเลย์ และเป็นเจ้าของบริษัทรูบี้ดรากอน ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่บริษัทหนึ่งในประเทศพม่า ด้วยความสัมพันธ์อันแนบแน่นของพระภิกษุชาวพม่าที่สนับสนุนพระครูพิศาลบุญนิวิฐ อย่างเต็มที่ในที่สุดท่านผู้นำปะโอ รับปากว่าจะหาหยกก้อนใหญ่และมีความสมบูรณ์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่จะหาได้ (ก้อนหยกที่พระครูพิศาลบุญนิวิฐอยากได้ขนาดสี่สิบนิ้วหรือขนาดหน้าตัก ๑ เมตร หยกแท้ ขนาดนี้ไม่ปรากฏมาก่อน ผู้นำทั้งสองยืนยันถ้ามีก็ไม่สามารถนำมาสร้างเป็นพระได้เพราะหยกก้อนใหญ่ ๆ มักมีรอยแตกร้าวทุกก้อน)

อย่างไรก็ตามเมื่อพบหยกดังกล่าวแล้วจะได้แจ้งให้ทราบภายหลัง นอกจากบริษัทนี้แล้วพระครูพิศาลบุญนิวิฐ ยังได้สำรวจจากบริษัทต่างๆ อีกหลายบริษัทตลอดถึงตามบ้านเรือนประชาชนมัณฑเลย์ ที่มีอาชีพค้าหยกหาอยู่จนทั่วเมืองก็ไม่พบ จึงเดินทางกลับมารอฟังข่าวอยู่ที่เชียงใหม่ และได้ประสานงานกับทางพม่าเป็นระยะ ๆ ในขณะเดียวกันนั้นก็ประกาศเจตนารมณ์ในการสร้างพระหยกให้พุทธศาสนิกชนทราบทางวิทยุอย่างสม่ำเสมอ

กว่าจะได้หยกก้อนใหญ่

วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ส.ส ปกรณ์ บูรณุปกรณ์ ได้นำเทียนพรรษามาถวาย ท่านมีความศรัทธาในแนวคิดดังกล่าว อยากมีส่วนร่วมในการสร้างเพื่อมอบเป็นสมบัติของชาวพุทธและสมบัติของชาติ ท่านจึงตกลงรับเป็นประธานในการสร้าง ทำให้ความหวังจุดประกายขึ้น สร้างความยินดีมาสู่พระครูพิศาลบุญนิวิฐยิ่งนัก เจ้าอาวาสวัดอู่ทรายคำมองเห็นความสำเร็จ จึงเดินทางไปพม่าอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ ๒๘ - ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง จากนั้นได้รับการติดต่อกลับมาว่า พบก้อนหยกน้ำหนัก ๒ ตันบ้าง ๓ ตันบ้าง ขณะนี้กำลังตัดพิสูจน์ว่าเป็นหยกที่มีรอยร้าวหรือรอยแตกพอที่จะทำเป็นพระได้หรือไม่ ในที่สุดก็พบก้อนที่ใหญ่ที่สุดขนาดน้ำหนัก ๒๕๗๒ กิโลกรัม ซึ่งมีรอยร้าวไม่มากพอที่จะทำเป็นพระได้ ส่วนก้อนที่ตัดไว้ก่อนนั้น ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้ ก้อนที่ได้มานี้เป็นก้อนที่ ๗ เป็นก้อนสุดท้าย ถ้าไม่ได้ก็ถือว่าสิ้นสุด อาจจะต้องรออีกหลายปี การผ่าพิสูจน์รอยร้าวก้อนหยกในเชิงการค้าขายโดยทั่ว ๆ ไปทางบริษัทจะไม่ทำนอกจากประมูลซื้อเป็นก้อน ๆ หรือเปิดด้านที่สีสวย ๆ เพียงนิดเดียวเพื่อให้ผู้ซื้อตัดสินใจเสี่ยงซื้อเอาเอง

วันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๖ เดินทางไปพม่าเพื่อต่อรองราคาที่สำนักงานใหญ่ ที่เมืองหลวงย่างกุ้ง โดยทางบริษัทจะให้ในราคาถวาย โดยจะอำนวยความสะดวกทั้งหมดเพื่อมิตรภาพของประชาชนทั้งสองประเทศ และเพื่อเป็นการตอบแทนแผ่นดินไทยที่ท่านผู้นำประโอเคยบวชเป็นพระภิกษุแล้วหลบหนีการต่อสู้มาอยู่ที่ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวลาหนึ่งพรรษา กอรปกับพระครูพิศาลบุญนิวิฐได้เข้าร่วมงานฉลองสายสะพายที่รัฐบาลพม่ามอบให้ผู้นำปะโอ และมอบของที่ระลึกให้เป็นที่ประทับใจของท่านผู้นำ ๆ ขอร้องให้พระครูพิศาลบุญนิวิฐ อวยพรให้ในท่ามกลางชาวปะโอนนับหมื่นคน

หยกขนาดใหญ่จากมัณฑเลย์มุ่งสู่เชียงใหม่

ในที่สุด หยกขนาดใหญ่ก็ได้จัดส่งมาโดยเครื่องบิน จากเมืองมัณฑเลย์มาลงสนามบินเชียงใหม่ ในวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๖ (ตรงกับวันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เหนือ ๙ ใต้) โดยได้รับความอนุเคราะห์การขนส่งโดยเทศบาลนครเชียงใหม่ มายังวัดอู่ทรายคำ ทางวัดจึงประกาศประชาสัมพันธ์ตั้งก้อนหยกไว้ให้พุทธศาสนชิกได้ชื่นชมเป็นเวลา ๒ เดือน และมีผู้มีจิตศรัทธาได้มาร่วมทำบุญเรื่อยมาในวันเดียวกันนี้มีพุทธศาสนิกชนได้มอบถวายต้นสาระ (ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประสูติ) ให้มาปลูกที่วัดโดยผู้ถวายไม่ทราบเรื่องการนำหยกมาแกะเป็นพระพุทธรูปมาก่อน ถือว่าเป็นเหตุการณ์บังเอิญที่สิ่งมงคลทั้งสองมาอยู่ร่วมกันเพื่อสร้างบารมีให้พุทธศาสนิกชนชาวเชียงใหม่โดยแท้

การเริ่มต้นของการแกะสลัก

ภารกิจต่อมา คือการจัดหาทุนจัดทำพระหยก ซึ่งจะต้องจ้างช่างผู้มีความชำนาญการมาแกะสลัก และต้องใช้ปัจจัยดำเนินการอยู่จำนวนมากในช่วงเวลานั้นเองเทศกาลกฐิน ท่าน ส.ส ปกรณ์ บูรณุปกรณ์ และคณะซึ่งเคยแสดงเจตจำนงในการจัดสร้างพระหยกไว้ ได้นำกฐินมาทอด ณ วัดอู่ทรายคำ เพื่อนำปัจจัยดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างพระหยก เป็นจำนวนเงินกว่า หนึ่งล้านบาท ทางวัดอู่ทรายคำจึงได้ใช้เป็นทุนสำหรับจัดจ้างนายช่างมาทำการแกะสลักต่อไป ในขณะเดียวกันนั้นในวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๗ ได้เดินทางไปพม่าอีกครั้ง เพื่อปรึกษากับช่างชาวพม่าและขอบคุณท่านผู้นำที่อำนวยความสะดวก และหาหยกให้ตามที่รับปากไว้

เมื่อมีทุนดำเนินการเบื้องต้นแล้ว จึงได้ประกาศประชาสัมพันธ์เพื่อทำการประมูลการแกะสลัก พระหยก ได้มีนายช่างจำนวนมากได้มาติดต่อเสนอราคา คณะผู้ดำเนินงานจึงได้ทำการประเมินและตรวจสอบคุณสมบัติและผลงานของนายช่างที่มาเสนอราคา แล้วมีมติว่าจ้างนายนริศ รัตนวิมล (อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเอกของชาติก็มีส่วนในการควบคุมการแกะ) ช่างที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในราคาหนึ่งล้านบาท แล้วนำหยกไปตัดเพื่อให้ได้สัดส่วนในการแกะสลักพอเป็นรูปร่าง เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ณ ร้านบำรุงให้เจริญ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งใช้เวลาทั้งตัด และเริ่มแกะที่นี้เป็นเวลา ๓ เดือน เพราะการตัดหยกชิ้นใหญ่ ๆ ต้องใช้เครื่องมือที่ใหญ่และทันสมัย เครื่องมือธรรมดาไม่สามารถตัดหยกได้ขาด เพราะหยกมีเนื้อแข็งมาก จากนั้นนำมาทำการแกะในวัดอู่ทรายคำ เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๗ ถึง ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๗ ใช้เวลาเกือบ ๑ ปี จึงแล้วเสร็จในช่วงเวลาแกะในวัดอู่ทรายคำ ทั้งชาวไทยชาวต่างประเทศจำนวนนับพันได้เข้าชมการแกะอย่างใกล้ชิด สื่อมวลชนหลายแขนง เช่นหนังสือพิมพ์ไทยนิวส์ เชียงใหม่นิวส์ เดลินิวส์ ไทยรัฐ คมชัดลึก โทรทัศน์ช่อง ๑๑, ช่อง ๓, ช่องยูบีซี ได้นำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง

 

สมเด็จพระสังฆราชประทานพระบรมสารีริกธาตุ

เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๗ เวลา ๑๖.๐๙ น. พระครูพิศาลบุญนิวิฐ, ส.ส ปกรณ์ บูรณุปกรณ์ ส.ว นิคม ส.ว ลำปาง และข้าราชการผู้ใหญ่จำนวน ๙ ท่าน เข้าเฝ้าสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช ณ ที่ประทับ เพื่อกราบทูลขอประทานพระบรมสารีริกธาตุ จำนวน ๓ องค์ เพื่อบรรจุในพระเศียรของ พระสิงห์หยก พระองค์ทรงอนุโมทนาและมอบพุ่มพานมาสักการะพระพุทธสิงห์หยกอีกด้วย จากนั้น พระครูพิศาลบุญนิวิฐได้อาราธนาพระบรมสารีริกธาตุมาทางสายการบินไทย มาลงที่สนามบินเชียงใหม่ ในเวลา ๒๐.๐๙ น. ณ สนามบินมีคณะของนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ใส่ชุดเต็มยศสีขาวพร้อมคณะเทศมนตรี และสมาชิกเทศบาลจำนวน ๒๔ ท่าน ให้การต้อนรับแล้วอาราธนา นำสู่วัดอู่ทรายคำ ณ ที่นี้มีพระสงฆ์และประชาชนจำนวนมาก มาคอยให้การต้อนรับโปรยข้าวตอกดอกไม้

พระสงฆ์จำนวน ๙ รูป เจริญชัยมงคลคาถา แล้วนำประดิษฐานบุศบกเล็กไว้กลางวิหาร ให้ประชาชนได้ กราบไหว้สักการะอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา ๑ อาทิตย์

 

กำหนดพิธีล้านนามหาพุทธาภิเษก

อีก ๗ วัน ต่อมาจึงกำหนดพิธีล้านนามหาพุทธาภิเษกขึ้นในวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๗ เวลา ๑๙.๐๙ น. อาราธนานิมนต์พระสงฆ์จำนวน ๑๐๙ รูป โดยมีพระพุทธพจน์วราภรณ์ รองสมเด็จ เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เป็นประธานสงฆ์ และมีพระสงฆ์มหาเถระผู้ใหญ่ของจังหวัดประกอบด้วย

พระธรรมสิทธาจารย์ (หนู ถาวโร) วัดพระสิงห์,

พระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์) วัดเจดีย์หลวง,

พระเทพวิสุทธิคุณ (กุศล คนฺธวโร) เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ วัดบุพพาราม,

พระราชวิมลเมธี (สังวาล พรหมฺปญฺโญ) รองเจ้าคณะภาค๗ วัดศรีโสดา,

พระราชเขมากร (สะอาด ขนฺติโก) รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่,

พระอมรเวที (วรรณ เขมจารี) เจ้าคณะอำเภอเมือง วัดสวนดอก,


พิธีมหาพุทธาภิเษกได้จัดขึ้นเต็มรูปแบบ จนเสร็จวันรุ่งขึ้น ก่อนทำพิธีฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก พอเริ่มพิธีฝนก็หยุดตกพุทธศาสนิกชนมาร่วมจำนวนมาก

ิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
จากนั้นอีก ๗ วัน คือ วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๗ ได้จัดพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในเศียรพระสิงห์หยก เป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่และเป็นประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ ที่มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ประตูท่าแพที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในระยะ ๗๐๐ ปี ในการสร้างเมืองเชียงใหม่เป็นต้นมา ขบวนแห่เริ่มต้นจากพุทธสถานโดยมีบุษบก ๒ คัน บรรจุ พระบรมสารีริกธาตุนำหน้าตามด้วย บุษบกพระสิงห์หยก มีขบวรแห่กลองสะบัดชัย วงดุริยาง ฟ้อน นำหน้าขบวร ผู้เฒ่าผู้แก่ใส่ชุดขาวนำหน้าบุษบก เป็นภาพที่ประทับใจมาก

พร้อมกับคณะสงฆ์เถระอีก๑๙ รูป เจริญชัยมงคลคาถา นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มอบให้ นายสมชาย วงค์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรี ในพิธีมีข้าราชการจำนวนมาก อาทิ ส.ส ปกรณ์ บูรณุปกรณ์ นายสุวัฒน์ ตันติพัฒน์ ผู้ว่าราชการเชียงใหม่ นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีพร้อมคณะ นายชุมพร แสงมณี นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ เป็นต้น พิธีกรดำเนินการ พ.ท. นเรศ จิตรรักษ์ อนุศาสนาจารย์กองทัพบกค่าย กาวิละเชียงใหม่ ผู้ที่อัญเชิญพระบรมสาริกธาตุลงจากบุษบก คือ ตำรวจ ทหารยศสัญญาบัตร ๒ นาย และสมาชิกเทศบาลนครเชียงใหม่ นายธงชัย จิตนวเสถียร อัญเชิญประดิษฐานไว้ที่โต๊ะหมู่ จากนั้นนายสมชาย วงค์สวัสดิ์ นายปกรณ์ บูรณุปกรณ์ นายสุวัฒน์ ตันติพัฒน์ อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นบุษบก เพื่อบรรจุที่เศียรพระสิงห์หยก เจ้าพนักงานลั่นฆ้องชัยจำนวน ๙ ครั้ง พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา พุทธศาสนิกชนจำนวนนับพันคนประนมมือตั้งจิตอธิษฐานขอให้เมืองเชียงใหม่ร่มเย็นเป็นสุขพระพุทธศาสนาฝังรากอยู่ในใจของชาวเชียงใหม่ ตลอดไปชั่วนิรันดร์ หลังจากพิธีการจบ มีการละเล่นของนักเรียนเทศบาลเชียงใหม่ ๑๑ โรง เพื่อเฉลิมฉลองพระสิงห์หยกจนกระทั่งเวลา ๑๙.๐๐ น.

จากนั้นเวลา ๑๙.๐๙ น. ได้เคลื่อนขบวรพระพุทธสิหิงค์หยกกลับวัดอู่ทรายคำ โดยมีขบวรอำนวยความสะดวกโดยตำรวจจราจรเชียงใหม่ เจ้าพนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ เมื่อมาถึงวัดคนจำนวนนับร้อยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เฝ้ามองการอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนบัลลังค์ในพระวิหารอย่างตั้งใจ ในที่สุดทุกอย่างก็ปลอดภัยพุทธศาสนิกชนต่างก็ดีใจ ก้มลงกราบพระสิงห์หยก กล่าวคำขอขมาด้วยความเคารพ นอบน้อม และงานนี้ถ้าไม่มีเจ้าพนักงานเทศบาลตั้งแต่ ส.ส.ปกรณ์ บูรณุปกรณ์, นายกเทศมนตรี บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ส.ท พรฤดี พุทธศรี ส.ท ธงชัย จิตนาเสถียร และพนักงานเทศบาลทุกท่าน งานนี้ คงสำเร็จไม่ได้ ขออนุโมทนาขอบคุณทุกฝ่ายที่งานสำเร็จดังคำอธิษฐานทุกประการ

 

สมเด็จพระสังฆราชทรงพระทานนามพระสิงห์หยก

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงประทานพระนาม พระพุทธสิหิงค์หยก ว่า

พระพุทธมณีศรีบุญนิวิฐ ภูมิพลมหาราชูทิศ

รังสฤษเทโวปกรณ์สหศรัทธา

อธิสตายุกาลสุวรรณวาลุการามประดิษฐ์

สถิตย์นพบุรีศรีนครพิงค์

คำแปล

******

พระพุทธสิหิงค์หยกผู้ทรงบุญญานุภาพนี้

รังสรรค์จากมวลศรัทธามีนานาเทวาและมนุษย์

บริสุทธิ์น้อมถวายแด่องค์ภูมิพลจอมราชันย์

ประดิษฐานมั่นไว้ ณ วัดอู่ทรายคำ

ที่เจริญยิ่งด้วยอายุนับร้อย ๆ ปี

ขอพระบารมีสถาพรคู่มหานครเชียงใหม่แห่งนี้

ชั่วนิจนิรันดร์

เรียกสั้น ๆ ว่า “ พระสิงห์หยก ”

คำไหว้พระหยก

อิมัสสะมิง สุวัณณะวาลุการาเม อัคคะนีละมะณีมะยัง สิหิงคะพุทธะปะฏิมัง สิระสา นะมามิหัง

อิมิสสานุภาเวนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุ เมฯ

ข้าพเจ้า ขอกราบไหว้พระพุทธสิหิงค์หยก

ที่ประดิษฐาน ณ วัดอู่ทรายคำแห่งนี้ด้วยเศียรเกล้า

ด้วยบุญญานุภาพแห่งพุทธสิหิงค์หยกนี้

ขอความร่มเย็นเป็นสุข และความสำเร็จดังปรารถนา

จงบังเกิดมีแก่ข้าพเจ้าด้วยเทอญฯ

การนมัสการพระหยก

ปัจจุบัน พระสิงห์หยก ได้ประดิษฐานอยู่ในวิหารวัดอู่ทรายคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ที่ได้มานมัสการพระสิงห์หยก นอกจากจะได้ชมความงดงามของพระหยกแล้ว ยังมีหยกอีกก้อนหนัก ๗๗๓ กิโลกรัม ตั้งไว้กลางวิหาร ให้ประชาชนได้สัมผัสอธิษฐาน เพื่อสื่อไปถึงองค์พระสิงห์หยกเพื่อขอพร นับเป็นก้อนหยกที่ใหญ่ที่สุดที่ไม่เคยปรากฏที่ใดมาก่อน ใช้มือสองข้างหรือศีรษะแตะผิวหยก ทำใจให้สงบแล้วอธิษฐานขอพร แล้วเคาะระฆัง ๑ ครั้ง เพื่อขออำนาจบุญบารมีพระหยกได้อภิบาลให้มีความสุขความเจริญแก่ชีวิตของท่านและครอบครัวต่อไป

 

กลับบนสุด

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่
วัดอู่ทรายคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ๕๐๓๐๐
โทรศัพท์ ๐๕๓ - ๒๓๔๒๑๐