ปรากฏการณ์ที่ปรากฏแก่ผู้ที่มาขอพรพระสิงห์หยก


            เรื่องที่นำมาเล่าให้ท่านได้ฟังต่อไปนี้ เป็นปรากฏการณ์อันเกิดแก่ผู้ที่มานมัสการพระสิงห์หยกแล้วนำมาเล่าให้เจ้าอาวาสได้รับฟัง อีกจำนวนหนึ่งไม่กล้าเล่าให้ฟังก็มีไม่น้อย ส่วนผู้ที่นำมาเล่าแต่ไม่ได้จดบันทึกไว้ก็มีมากเช่นกัน ขอยืนยันว่าเหตุการณ์เหล่านี้ผู้ประสพแต่ละคนมีตัวตนจริงสามารถติดต่อสอบถามได้ เรื่องที่นำมาเล่านี้ มิได้มีเจตนาอันทุจริตอันมิใช่วิสัยของสมณะ เหตุการณ์มันเกิดขึ้นจริง แต่มันมิได้เกิดกับทุกๆคน เกิดขึ้นเป็นบางคนที่สื่อถึงพระสิงห์หยกได้เท่านั้น ฟังไว้ เพื่อนำพิจารณาอย่างคนมีสติและในโลกนี้ยังมีอะไรอีกมากมายที่เรายังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามันคืออะไร


           1.นางสมศรี ศรีสุข เขตหนองแขม กรุงเทพฯ อายุ 69 ปี

            นางสมศรี พร้อมคณะสายธารแห่งธรรม จำนวน 40 คน ได้มาแสวงบุญทางภาคเหนือ ได้มาพักที่วัดอู่ทรายคำ กลางคืนประมาณตี 4 ได้ฝันเห็นบริเวณวัดมีต้นไม้ และ หลุมลึก ทั่วบริเวณวัด ในขณะเดียวกันนั้นมีผู้หญิงแต่งตัวคล้ายคนเหนือเก้าผม ปรากฏขึ้นแล้วเดินมาหาพร้อมคุยและยกมือไหว้ แล้วก็หายตัวไป นางสมศรีสะดุ้งตื่น จากนั้นนอนไม่หลับอีกเลยจนสว่าง
รุ่งเช้าได้เข้านมัสการเจ้าอาวาสพร้อมเล่าความฝันให้ฟัง เธอได้เล่าตรงประวัติศาสตร์ของวัด ผู้หญิงในฝันนั้นก็คือนางอุปคำ ผู้เป็นอุบาสิกาสร้างวัดอู่ทรายคำนั้นเอง
         จากนั้นได้เข้าวิหารกราบขอพรพระสิงห์หยก ใช้มือสองข้างแตะก้อนหยกที่วางไว้ แล้วอธิษฐานสื่อถึงพระสิงห์หยก เธอเล่าว่า ตั้งสมาธิได้สักพักใหญ่คล้ายมีพลังอะไรสักอย่างมาแตะที่ไหล่สองข้างของเธอ ทำให้เธอมั่นใจว่าต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ เหตุเกิด 1 พฤษภาคม 2548 เวลา 07.39 น. เท็จจริงประการใดก็ถามเจ้าตัวได้ ถ้าเจ้าตัวไม่ลืม

          2.นายคำปัน อินใจดี
             77/4 บ้านทุ่งเหล่า ต.หนองควาย  อ.หางดง จ.เชียงใหม่

                นายคำปัน อินใจดี เล่าว่าได้มาชมความงามของพระสิงห์หยกแล้วกราบขอพรใช้สองมือแตะไปที่ก้อนหยก แล้วส่งกระแสจิตไปที่องค์พระสิงห์หยก สักครู่มีความรู้สึกอย่างแรงว่าก้อนหยกหนัก 773 กิโลกรัม ไหลตามกระแสจิตไปทางซ้าย-ขวา ตามที่ตนเองต้องการ ทำให้นายคำปันตกตะลึงและแปลกใจว่า มันเป็นไปได้อย่างไร เป็นเพราะอะไร แต่เขาเชื่อว่าต้องเป็นความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระสิงห์หยกแน่นอน จากนั้นเขาก็จะหาโอกาสตอนเช้าๆประมาณ 7 โมงเช้า มานมัสการไม่น้อยกว่า 10 ครั้ง แต่ครั้งหลังๆไม่ปรากฏเหมือนครั้งแรก เขาประหลาดใจเขาบอกว่าอาจเพราะจิตเขาไม่นิ่งพอ อยากรู้จดหมายไปถามเขาได้ บ้านไม่มีเบอร์โทรศัพท์

          3.นางสมัส ประยูรเตชม อายุ 69 ปี
              139/136 ม.1 ต.สันปูเลย  อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่

          นางสมัส ได้ยินเขาเล่าว่ามีพระสิงห์หยกในวัดอู่ทรายคำ อยากจะมาเห็นกับตา อยากจะมากราบไหว้ พอมาเห็นกับตาก็ชื่นชอบและเลื่อมใส ครั้งแรกเธอประนมมือขึ้ระลึกถึงพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แล้วหลับตาส่งจิตไปที่องค์พระสิงห์หยก พอหลับตาหู่แววเสียงเบาๆสอนเธอ ว่าให้ลดความโกรธลงบ้างๆ ว่าซ้ำๆหลายครั้ง เธอขนลุกซู่ทั้งตัว ก้มลงกราบน้อมรับคำสั่งสอน เธอเชื่อว่าเป็นคำสั่งสอนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาองค์พระสิงห์หยกแน่นอนเธอปักใจเชื่อเช่นนั้น
1 เดือนต่อมาเธอก็กลับมาอีกครั้ง คราวนี้เธอไปที่ก้อนหยกใหญ่ 773 กิโลกรัม ที่ตั้งข้างๆองค์พระสิงห์หยก ใช้ฝ่ามือสองข้างแตะลงไปที่ก้อนหยกใหญ่ ส่งจิตไปถึงพระสิงห์หยก เธอเล่าว่าก้อนหยกใหญ่ได้ดูดเธอ ก้อนหยกก็สั่นและไหลไปตามมือของเธอ ตามที่เธอต้องการให้ไปซ้ายบ้างขวาบ้างช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ เล่าให้ใครฟังคงไม่มีใครเชื่อแต่มันเกิดขึ้นกับเธอจริงๆ
และต่อมาอีกหลายครั้งๆเธอมากราบไหว้พระสิงห์หยก แต่ไม่ได้เล่าเหตุการณ์ให้เจ้าอาวาสฟัง มาครั้งใดเธอจะให้เด็กขออนุญาตเจ้าอาวาสเพื่อนมัสการพระสิงห์ทุกครั้ง
           ท่านผู้ใดสนใจลองจดหมายไปถึงเธอดู โทรศัพท์เธอไม่มี


       4.น.ส.อุทัย พึ่งเดช อายุ 73 ปี
          6 ถ.ช้างม่อย ซอย 3 ต.ช้างม่อย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50300

          ทุกวันพระน.ส.อุทัยจะมาไหว้พระ วันหนึ่งหลังจากไหว้พระเรียบร้อย ได้นั่งสำรวมกาย วาจา ใจ กลางวิหาร ต่อหน้าพระสิงห์หยกเธอเพ่งดูพระพักตร์เห็นแสงรัศมีเกิดขึ้นสวยงามมาก ครั้งแรกไม่เชื่อสายตาตัวเองนึกว่าตาฟาด ขยี้ตา แล้วเพ่งอีกครั้งก็ยังเห็นเหมือนเดิม ป้าอุทัยก้มกราบด้วยความเคารพนพเกรงยิ่งนักปกติป้าอุทัยจะเป็นคนเงียบไม่ชอบพูดคุยกับผู้ใดมากนัก จากนั้นป้าอุทัยก็วนเวียนมากราบพระสิงห์หยกเป็นประจำ อยากทราบติดต่อสอบถามเจ้าตัวได้ตามที่อยู่

         5.นายศุภชัย กันทะ อายุ 30 ปี อาชีพช่างซ่อมมอเตอร์ไซด์
             บ้านหนองหอย ต.หนองหอย อ.เมือง จ.เชียงใหม่

             นายศุภชัย กันทะ ได้ทราบข่าวว่ามีการสร้างพระหยกและมีพิธีพุทธาภิเษก ครั้งแรกจะมาจ้องมองพระสิงห์หยกนานนับชั่วโมง ทุกคนสงสัยว่า ชายคนนี้มาทำอะไรถึงนานแสนนานเช่นนี้ นั่งจองแต่พระสิงห์หยกอยู่นั่นแหละ เขาบอกว่าเขาชอบพระองค์นี้มากศิลปะงดงามถูกใจเหลือเกิน
1 เดือนต่อมา นายศุภชัยถือดอกไม้มาไหว้พระนั่งคุยเขาต่อหน้าพระสิงห์หยกได้ยินเสียงสวดมนต์ในลำคอเบาๆพอได้ยิน จากนั้นได้นำดอกไม้ถวายพระหยกแล้วเล่าให้ฟังว่า
            เขาฝันเห็นพระสิงห์หยกองค์นี้แหละนั่งประทับบัลลังค์อย่างสง่างามมาก แผ่รัศมีออกมาเป็นเจ็ดสี มีแสงสว่างไสว นายศุภชัยสะดุ้งตื่นนอนเขานอนไม่หลับอีกเลย เพราะเกรงบารมีท่านมาก ทีแรกนึกว่าคงจะฝันๆไปอย่างนั้นแหละหรือเป็นการบังเอิญก็ได้ เขาปลอบใจตัวเอง
ต่อมาคืนที่ 2 คืน 3 คืนที่ 4 ก็ฝันเหมือนเดิม ชักเอ๊ะใจว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้น อาจจะล่วงเกินท่านด้วยกาย วาจา ใจ ตอนพุทธาภิเษกใหม่ๆก็ได้ เกิดความไม่สบายใจ ทนไม่ไหวจริง ๆ เลยตัดสินใจมาขอขมาอีกครั้ง
              วันที่มาขอขมาได้นั่งคุกเข่าตรงหน้าพระพักตร์ กล่าวคำ ขออภัยที่ล่วงเกิน ด้วยกาย วาจา ใจ โดยไม่มีเจตนาจะจ้องหน้าท่านนานเกินควร ขออโหสิกรรมให้ด้วย แล้วก้มลงกราบ พอแหงนหน้าดูพระพักตร์อีกครั้ง ขนหัวของนายศุภชัยลุกซู่สั่นไปทั่วทั้งตัว เกิดความเกรงขามในบารมีพระสิงห์หยกยิ่งนัก เขาละล้ำละลึกว่าเกิดอะไรไม่รู้กับเขาเชื่อว่าต้องมีเทวดารักษาแน่ ๆ และเชื่อว่าพระบรมสาริกธาตุที่บรรจุบนพระเศียรแผ่บารมีมายังผู้ที่นับถือท่านอย่างบริสุทธิ์ใจแน่นอน ติดต่อสอบถามความจริงได้กับศุภชัยได้ตลอด

          6.นายปุณณัตก์ กันแสง อาชีพมัคคุเทศก์ (27 ต.ค. 2548)
              บ้านดอนชัย ต.ดอนศิลา อ.เวียงชัย จ.เชียงราย โทร.01-602-6805

            ปุณณัตก์บอกว่ามาทำงานที่เชียงใหม่ 6 ปี แล้วแต่ไม่รู้ว่ามีพระหยกที่นี่พอรู้ก็เลยรีบมาเลย พอมาถึงก็จุด เทียน ธูป บูชา พระสิงห์หยก กล่าวคำนมัสการจบ ก้มกราบเกิดปรากฏการณ์ขนลุกทั้งตัว มีความรู้สึกว่าขนหัวตั้งขึ้น เขาพยายามจะใช้มือเขย่าศีรษะตัวเองเบาๆก็ยังไม่หาย เขาไม่แน่ใจว่าอะไรเกิดขึ้นกับเขากันแน่ เขานั่งสงบนิ่งจนเป็นปกติ
            จากนั้นก็ไปอธิษฐานที่ก้อนหยกใหญ่เพื่อสื่อไปถึงองค์หยกขนลุกซู่ขึ้นอีกครั้งเขามีความรู้สึกว่าพระสิงห์หยกเป็นเทพและดูเหมือนจะมีชีวิตจริงๆ เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาจึงเชื่อเช่นนั้น
            เขาบอกว่ามีโอกาสพานักท่องเที่ยวไปตามวัดต่างๆมากมาย ก็ไม่เคยมีความรู้สึกอย่างนี้เลย เขาพูดว่าพระสิงห์องค์นี้มิใช่พระพุทธรูปธรรมดาต้องมีองค์เทพรักษาอย่างแน่นอน เขาบอกว่าผมจะมาอีกหลายครั้งและจะแนะนำคนให้มากราบไหว้สักการะด้วย อยากรู้เป็นความเท็จจริงประการใดโทรถามเขาได้เลย

 

                   7.นางณัฐสินี    อรรถจินดา  (29   ธ.ค.  2548)
              168 ม.1 บ.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่   โทร.04-647-7170

            นางณัฐสิน  กล่าวว่าได้มาไหว้พระสิงห์หยกเพื่อขอพรและได้อธิฐานโดยใช้มือสัมผัสก้อนหยกส่งจิตถึงพระสิงห์หยก  ได้ปรากฏเหตุการณ์ที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง กล่าวคือ เหมือนมีกระแสคลื่นน้ำมากระทบศรีษะเป็นระลอกๆเย็นไปทั่วตัวเป็นเวลาตลอดการอธิฐานจิต  หลังจากเสร็จจากการอธิฐานแล้ว ได้สำรวจดูก้อนหยกว่าจะสามารถเคลื่อนไหวได้โดยง่ายหรือไม่  ปรากฏว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่ก้อนหยกหนักถึง 773 กิโลกรัม จะเคลื่อนไหวได้ โดยง่าย จึงยังความปลื้มปิติ มาสู่ตัวเธอ และเชื่อว่าพระสิงห์หยกท่านให้พรที่ได้อธิฐานขอไว้ เชื่อหรือไม่ สอบถามตามเบอร์โทรได้ตลอด

             8. พระนพรัตน์ สิริมงฺคโล   (วันพุธที่    8   มี.ค. 2548)
           วัดหนองบัวหิ่ง ต.ดอนทราย อ.ปากท่อ
           จ.ราชบุรี โทร. 04-807-8597

        พระนพรัตน์ สิริมงฺคโล ได้กล่าวว่าได้ยินกิตติศัพท์ ความศักดิ์สิทธิ์และความงดงามของพระสิงห์หยกจากพระที่เคยมานมัสการและชมบารมีของพระสิงห์หยกมาแล้วว่างดงามตามศิลปล้านนา จึงตัดสินใจขึ้นมาเชียงใหม่เข้าไปนมัสการขอพรด้วยตนเอง
           หลังจากนั่งเรียบร้อย ท่านจึงตั้งใจกราบพระสิงห์หยกขออนุญาตชมความงามของพระสิงห์หยก จากนั้นได้เข้าไปนั่งสมาธิใกล้องค์พระสิงห์หยกและนั่งติดก้อนหยกหนัก 773 กิโลกรัม เอามือแตะแผ่นหยกอธิษฐานแล้วนั่งสมาธิ จนจิตสงบอย่างรวดเร็ว ท่านจึงส่งกระแสจิตไปที่ก้อนแผ่นหยกเพื่อขอพรผ่านไปที่องค์พระสิงห์หยก นิ่งสักพัก ร่างกายของท่านเกิดกระตุกอย่างแรงติดต่อกันถึงสองครั้ง พร้อมกับมีไอร้อนออกจากร่างกาย รู้สึกมีลมพัดมาเบาๆ เป็นช่วงๆ ท่านเข้าใจว่าก้อนหยกจะดูดไอร้อน ไอพิษออกจากร่างกาย ท่านมีความรู้สึกอย่างนั้น
            ท่านแปลกใจมาก มีเหตุอัศจรรย์อะไรเกิดขึ้น ท่านเคยฝึกนั่งสมาธิมาเป็นอย่างดีไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ท่านเชื่อว่าแรงกระตุกคงเกิดจากพลังอันศักดิ์สิทธิ์ของก้อนหยก และอำนาจบารมีของ
พระสิงห์หยกด้วย และเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดทุกคน เกิดเฉพาะคนพิเศษจริงๆเท่านั้น
            เท็จจริงอย่างไร โทรสอบถามได้ ท่านยินดีเล่าให้ฟัง

            แต่อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้มันอยู่เหนือการพิสูจน์สัมผัสของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้จะเชื่อก็ได้ไม่เชื่อก็ได้ ไม่ใช่สาระสำคัญอะไร สาระมันอยู่ที่ว่า ถ้าเชื่อแล้วหรือไม่เชื่อเลย ชีวิตของท่านมีความสุขไหมและถ้าเชื่อแล้วมีความสุขความหวังมีกำลังใจก็น่าเชื่อ แต่ถ้าเชื่อแล้วมีแต่ความทุกข์ อย่าเชื่อเสียเลยดีกว่า สาธุฯ